IEEE 802.11 ad

IEEE 802.11ad “WiGig” is a published standard that is already seeing a major push from hardware manufacturers. On 24 July 2012 Marvell and Wilocity announced a new partnership to bring a new tri-band Wi-Fi solution to market. Using 60 GHz, the new standard can achieve a theoretical maximum throughput of up to 7 Gbit/s. This standard is expected to reach the market sometime in early 2014.                                                                                                                         http://en.wikipedia.org/wiki/IEEE_802.11#802.11ad

Computer Roles In A Network

Host
คอมพิวเตอร์ทั้งหมดที่เชื่อมต่อเข้ากับเครือข่าย เป็นได้ทั้ง Client And Sever
Sever
คือ Host ที่จะมี Software ที่ให้บริการต่อ client
Client
คือ Host ที่จะมี Software ที่จะร้องขอข้อมูลจาก Sever

Peer to Peer
ต่อเครื่องกับเครื่อง ใช้ในการแชร์ไฟล์และปริ้นเตอร์เป็นส่วนใหญ่
ข้อดี ข้อเสีย
ติดตั้งง่าย ไม่มีอุปกรณ์ ส่วนกลาง
ไม่ซับซ้อน ไม่มีความปลอดภัย
ราคาต่ำ ขยายวง Network ไม่ได้

Source,Channel and Destination
ตัวกลางในการสื่อสาร
Source=Message sending(Sender)
Channel = Transsmit เส้นทางที่ส่ง Message ไปหา Destination (Receiver)
Destination= Reciever

Rule Of Communication
Rules Or Protocol
แบ่งใช้ตามความเหมาะสม
สิ่งที่ใช้ในการสื่อ
ภาษาที่ใช้ในการสื่อ

การต่อสาย Unshield Twister Pair (UTP) หัว RJ-45

การต่อสายมี 2 แบบ

1.แบบ A ดูจากสี

-เขียว ขาว

-เขียว

-ขาว ส้ม

-ฟ้า

-ขาว ฟ้า

-ส้ม

-ขาว น้ำตาล

-น้ำตาล

2.แบบ B

-ขาว ส้ม

-ส้ม

-ขาว เขียว

-เขียว

-ฟ้า

-ขาว ฟ้า

-เขียว

-ขาว น้ำตาล

-น้ำตาล

 

การเข้าหัวสายแลนให้นำสายแรกมาอยู่ทางซ้ายและไล่ไปขวาเวลาเข้าหัวต้องให้หัวคว่ำลงและต้องตัดสายให้เท่ากัน

การเลือกต่อสาย ถ้าใช้กับอุปกรณ์เดียวกันให้ต่อไขว้ เช่น หัวเป็น A ท้ายก็ต้องเป็น B

                          ถ้าใช้กับคนละอุปกรณ์ให้ต่อตรง เช่นถ้าหัวเป็น A ท้ายก็ต้องเป็น A

Network Media

Common Network Cable

การติดต่อระหว่างข้อมูลอาจติดต่อได้ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมและมีหลายประเภท

                   – Copper Media

                   – Optical Media

                    -Wireless Media

Copper Media

               Twisted Pair   ใช้เป็นสายคู่มี 8 สาย ใช้ในระบบคอมพิวเตอร์

                                 แบ่งได้

                              1.Unshield Twisted Pair (UTP)

                                       ใช้ในที่โล่งเดินสายภายในราคาไม่แพงติดตั้งง่าย

                                          หัวที่ใช้ RJ-45 แบ่งได้

  • Category 3/Class C : เป็นสายที่สามารถส่งข้อมูลได้ถึง 16 Mbps และมีสายคู่บิดเกลียวอยู่ 4 คู่
  • Category 5/Class D : ส่งข้อมูลได้ถึง 100 Mbps และมีสายคู่บิดเกลียวอยู่ 4 คู่
  • Category 5 Enhanced (5e) : มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ Cat 5 แต่มีคุณภาพของสายที่ดีกว่า เพื่อรองรับการส่งข้อมูลแบบฟูลล์ดูเพล็กซ์ที่ 1,000 Mbps ซึ่งใช้4 คู่สาย
  • Category 6/Class E : ส่งข้อมูลได้ถึง 10,000 Mbps รองรับแบนด์วิธได้ถึง 250 MHz
  • Category 7/Class F : รองรบแบนด์วิธได้ถึง 600 MHz ส่งข้อมูลได้ถึง 10,000 Mbps

                                2.Shield Twisted Pair (STP)

                                          ใช้เดินสายภายนอกเพราะมีความแข็งแรงกว่า UTP

                                 3. Scream Twisted Pair

                                           คล้ายกับ STP แต่มีการป้องกันการรบกวนสัญญาณเพิ่มมา

                Coaxicial Cable (BNC)

                                   มีสัญญาณรบกวนต่ำ ใช้ในกล้องวงจรปิด ดาวเทียม ทีวี

 

Optical Media ใยแก้วนำแสง

                      ใช้แสงเป็นตัวนำสัญญาโดยใช้หลักการสะท้อนกลับหมดของแสง

                       สายทำมาจากพลาสติดหรือแก้วให้ Bandwidh ที่สูง

              Fiber Optic Component

                      Core ตัวกลางในการส่งสัญญาณ

                       Cladding ตัวที่ทำให้เกิดการสะท้อนกลับหมดของแสง

                     Buffer ส่วนที่ป้องกันความเสียหาย

                     Strength Material ส่วนที่ป้องกันความเสียหาย

                    Jacket ตัวหุ้มสาย

 มี 2 mode

 1.Single Mode

        มีคอร์ที่เล็กถึง 9 ไมโครเมตร ใช้วางสายที่มีระยะทางไกลใช้แสงเลเซอร์ในการส่งสัญญาณมีความเข้มแสงมาก

2.Multi Mode

         มรคอร์ขนาด 62.5-50 ไมโครเมตร ใช้วางสายระยะไม่เกิน 2 กิโลเมตร แวงอาจจะหายไปได้เพราะใช้ LED เป็นตัวส่งสัญญาณ มีความเข้มแสงต่ำ

Network Device

เป็นการเชื่อมต่ออุปกรณ์กับอุปกรณ์ด้วยกัน มากกว่า 1 อุปกรณ์

การใช้เครือข่ายและอุปกรณ์ (Network and Internet)

-แชร์

-งานวิจัยและการเรียน

-ติดต่อกับเพื่อน

-ซื้อของ

Network แบ่งได้

-Small Home Network(บ้าน)

-Small Home/Office Office(ที่ทำงาน)

-Medium To Large Network(ตึก)

-World Wide Network(ประเทศ)

ส่วนประกอบของเครือข่างเบื้องต้น(Basic Network Component)

-Host

-Shared Perioherlan

– Network Device

-Network Media

อุปกรณ์ของเครือข่าย

1.Repeater ใช้ในการทวรสัญญาณ Internet ที่มาตามสายเพราะการส่งInternet ผ่านสายทองแดงมันจะมีความต้านทานตามระยะทางที่มันส่งมาดังนั้น Repeater จะลดค่าความต้านทานนั้น

2.Hub ใช้นการกระจายสัญญาณ มากกว่า 1 อุปกรณ์ (แชร์ Bandwidth)

3.Bridge ตัวกลางติดต่อข้าม Network โดยการแปลงข้อมูลติดต่อกัน

4.Switch คล้ายกับ Hub แต่ฉลาดกว่าและแพงกว่า (Bandwidth เท่ากันหมด)

5.Router เชื่อมต่อระหว่าง Network

 

เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่

ระบบคอมมอนเรล ไดเรค อินเจคชั่น (Common rail Direct Injection)

ระบบคอมมอนเรล หรือระบบจ่ายน้ำมันแบบรางร่วม เป็นระบบจ่ายน้ำมันที่ได้พัฒนาขึ้นมาล่าสุดในปัจจุบัน ระบบจ่ายเชื้อเพลิงประกอบด้วย ปั๊มแรงดันสูง (ปัจจุบันสามารถทำได้สูงถึง 1800 บาร์ ในประเทศไทย) ในการอัดน้ำมันเข้าสู้รางร่วม (Common Rail) เพื่อรอจังหวะการฉีดที่เหมาะสมที่ประมวลได้จากหน่วยควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Control Unit, ECU) เมื่อถึงจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงที่ ECU ประมวลผลออกมาได้ วาลว์น้ำมันหรือเข็มหัวฉีดจะถูกยกด้วยแรงขับจากโซลีนอยด์โดยใช้ไฟฟ้า ซึ่งระบบฉีดเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์รุ่นเก่าที่เป็นปั๊มเชื้อเพลิงแบบแถวเรียงหรือจานจ่ายจะใช้วิธีการยกเข็มหัวฉีดด้วยแรงดันในตัวน้ำมันที่ปั๊มเชื้อเพลิงอัดเข้ามา (ประมาณ 120 -250 บาร์) และสามารถเอาชนะแรงกดของสปริงที่หัวฉีดทำให้เข็มหัวฉีดยกเปิดน้ำมันให้ไหลผ่านไปได้ วิธีแบบเก่านี้จะไม่สามารถควบคุมจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงให้ยืดหยุ่นได้ แตกต่างจากระบบคอมมอนเรลซึ้งใช้ไฟฟ้าในการควบคุม ดังนั้นระบบคอมมอนเรลจึงสามารถฉีดเชื้อเพลิงยืดหยุ่นได้ตามสภาวะการทำงานที่เหมาะสมตามการประมวลผลของ ECU โดย ECU ของเครื่องยนต์สามารถรับรู้สภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ได้จาก Sensor ต่าง ๆ เช่น ปริมาณออกซิเจนในไอเสีย แรงดันในรางร่วม คันเร่ง อุณหภูมิต่าง ๆ หรือ อื่น ๆ ข้อดีจากการที่เราสามารถควบคุมการฉีดเชื้อเพลิงได้ตามต้องการ ECU ปัจจุบันจึงสามารถควบคุมให้มีการฉีดแบบหลายครั้ง (Multiple-Injection) ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณมลพิษไนตริกออกไซด์ แลกช่วยให้มีการเผาไหม้ที่ไม่รุนแรงลดการน็อกของเครื่องยนต์ได้ บริษัทผู้ผลิตระบบเชื้อเพลิงให้กับรถยนต์ปัจจุบันสามารถผลิต ECU ให้คุมคุมการฉีดสูงสุดได้ถึง 5 ครั้งมีพื้นฐานดังนี้คือ การฉีดครั้งที่ 1 เป็นการฉีดล่อ (Pilot Injection) เป็นส่วนช่วยให้เชื้อเพลิงส่วนแรกผสมกับอากาศได้ดีก่อน หลังจากนั้นจึงฉีดครั้งที่ 2 ตามมาเรียกว่า Pre-Injection เพื่อเพิ่มความเข้มข้นของเชื้อเพลิงในการเริ่มการเผาไหม้ส่วนแรก การฉีดครั้งที่ 3 เป็นการฉีดเชื้อเพลิงหลัก Main-Injection เป็นการฉีดที่ควบคุมสภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ตามคันเร่ง การฉีดครั้งที่ 4 เรียกว่า After-Injection เป็นการฉีดเพื่อเผาเขม่าหรืออนุภาคคาร์บอน (PM) ส่วนสุดท้ายเพื่อให้มีการเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุด และการฉีดที่ 5 สุดท้ายคือ Post-Injection เป็นการฉีดควบคุมอุณหภูมิไอเสีย สำหรับในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็นการฉีดเชื้อเพลิงแบบ 2 ครั้ง คือ Pilot และ Main-Injection แต่คาดว่าเทคโนโลยีการฉีดแบบ 5 ครั้งจะเข้ามาต่อไปเนื่องจากข้อกำหนดของการปลดปล่อยมลพิษที่เข้มงวดมากขึ้น

ระบบคอมมอนเรลประกอบด้วย ปั๊มแรงดันสูง, รางร่วม, หัวฉีดโซลินอย, อีซียู (ECU) และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ

  • ปั๊มแรงดันสูง สามารถฉีดน้ำมันให้มีความดันได้สูงถึง 1,800บาร์ หรือ 180MPa ขึ้นอยู่กับเครื่องยนต์แต่ละรุ่นและผู้ผลิต

แต่ละเจ้า แรงดันที่สูงนี้ทำให้น้ำมันแตกตัวเป็นละอองได้ดีกว่าการใช้หัวฉีดแบบเก่ามาก หรือที่เรียกว่า Fuel Atomisation

  • รางร่วม มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ ยาว ๆ ที่มีความหนามากเพื่อทนต่อแรงดันสูง รางร่วมนี้จะรักษาความดันให้คงที่และช่วยให้

ละอองน้ำมันที่จ่ายไปยังห้องเผาไหม้ทุกห้องมีลักษณะเหมือนกัน

  • หัวฉีดโซลินอย ช่วยทำให้สามารถควบคุมเวลาของการฉีดน้ำมัน และปริมาณน้ำมันที่ฉีดเข้าไปในห้องเผาไหม้ ได้อย่างละเอียด
  • อีซียู หรือ Electronic Control Unit ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของทั้งระบบให้เหมาะสมกับการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น

การเร่งเครื่อง การขับด้วยความเร็วสูง หรือความเร็วต่ำ นอกจากนี้อีซียูยังสามารถสั่งให้มีการฉีดน้ำมันเล็กน้อย เข้าไปในห้องเผาไหม้ก่อนที่จะมีการฉีดน้ำมันตามรอบ ได้อีกด้วย เรียกว่า ไพล็อต อินเจ็คชั่น (Pilot Injection) เพื่อที่จะลด ความรุนแรงของการระเบิดในรอบการจุดระเบิด ดังนั้น ลดเสียงดังและการสั่นสะเทือน ซึ่งเป็นข้อเสียของเครื่องยนต์ดีเซลแบบเก่า นอกจากนี้ ไพล็อต อินเจ็คชั่น ยังช่วยให้เครื่องยนต์สามารถสร้างกำลังงานอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

เซ็นเซอร์ต่าง ๆ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับทำการตรวจวัดและตรวจจับสภาวะต่าง ๆ ของระบบควบคุมของเครื่องยนต์ เช่น เซ็นเซอร์อุณหภูมิน้ำมันเชื้อเพลิงก็มีหน้าที่ตรวจวัดอุณหภูมิน้ำมันเชื้อเพลิง และเซ็นเซอร์ขาคันเร่งก็มีหน้าที่ตรวจจับตำแหน่งขาคันเร่งเป็นต้น

ด้วยกลไกการทำงานข้างต้น ระบบคอมมอนเรล จึงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าระบบเก่า ดังนั้นจึงช่วยประหยัดน้ำมัน ปล่อยมลพิษน้อยกว่า อีกทั้งยังเงียบกว่า และมีการสั่นสะเทือนน้อยกว่าเครื่องยนต์แบบเก่าอีกด้วย

ปัจจุบัน ระบบคอมมอนเรล ได้ถูกน้ำมาใช้ในรถกระบะในประเทศไทยเกือบทุกค่าย โดยมีชื่อเรียกทางการตลาดที่แตกต่างกันไป สำหรับรถยนต์นั่งนั้น เครื่องยนต์ดีเซลยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในประเทศไทย แต่ในยุโรปซึ่งนิยมใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล เพราะมีมลพิษต่ำกว่า ระบบคอมมอนเรลนี้ ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย

ประวัติของระบบคอมมอนเรล เครื่องยนต์ระบบคอมมอนเรลถูกคิดค้นได้เป็นสำเร็จครั้งแรก โดยบริษัท Bosch ของเยอรมัน โดยในครั้งแรกระบบคอมมอนเรลถูกใช้กับเครื่องจักรขนาดใหญ่ (โดยเป็นคอมมอนเรลระบบกลไกลูกเบี้ยวเปิดหัวฉีดช่วย) ต่อมา Bosch สามารถลดขนาดของระบบลงได้ และติดตั้งกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นครั้งแรก (ปี 2540) ปัจจุบันระบบนี้ ได้มีบริษัท ชั้นนำผลิตออกมาเพื่อจำหน่ายให้แก่บริษัทรถยนต์ เช่น Nippon-Denso, Delphi เป็นต้น

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

มีทั้งหมด 3 ประเภท ดังนี้ – แบบฟลูไทม์ (Full Time) – แบบเรียลไทม์ (Real Time) – แบบพาร์ทไทม์ (Part Time) ในแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติดังนี้

  1. แบบฟลูไทม์ (Full Time)

เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบตลอดเวลา มีข้อดีคือ เกาะถนนดีมาก โดยเฉพาะเวลาเข้าโค้งแรง ๆ หรือเวลาฝนตกถนนลื่น การออกตัวเวลาแข่งก็ไม่ต้องกลัวว่าล้อจะฟรีทิ้งมาก ทำให้ออกตัวได้ดีกว่ารถระบบขับเคลื่อน 2 ล้อที่น้ำหนักและความแรงของเครื่องเท่ากัน แต่ก็มีข้อเสียคือ ยางสึกหรอเร็ว กินน้ำมันมากกว่ารถระบบขับเคลื่อน 2 ล้อที่น้ำหนักและความแรงของเครื่องเท่ากัน เพราะต้องถ่ายทอดกำลังของเครื่องยนต์ทั้ง 4 ล้อ โดยแบ่งเป็นล้อละ 25 เปอร์เซนต์ ซึ่งไม่เหมือนกับระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ที่ต้องถ่ายทอดกำลังเครื่องยนต์แค่ 2 ล้อ โดยแบ่งเป็นล้อละ 50 เปอร์เซนต์ ตัวอย่างของรถระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบฟลูไทม์มีดังนี้

  1. แบบเรียลไทม์ (Real Time)

เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบอัตโนมัติ หรือ มีการถ่ายทอดแรงบิดของล้อหน้ากับล้อหลังให้สัมพันธ์กัน โดยจะมีเซนเซอร์คอยตรวจจับความเร็วของล้อคู่หน้ากับคู่หลังเมื่อมีล้อใดล้อหนึ่งมีการลื่นไถลหรือฟรีทิ้งเวลาออกตัวแรง ๆ มีข้อดีคือ ประหยัดน้ำมันกว่าแบบฟลูไทม์ เกาะถนนได้ดีเหมือนกับฟลูไทม์ โดยเฉพาะเวลารถวิ่ง ระบบถ่ายทอดแรงบิดทั้ง 4 ล้อ จะแบ่งแรงบิดของกำลังเครื่องยนต์ให้กับล้อคู่หน้ากับคู่หลังดังนี้ ระบบขับเคลื่อนจะแบ่งกำลังส่วนใหญ่ไปที่ล้อหลังเสมอ แต่ถ้าเวลาออกตัวแรง ๆ ล้อหลังจะมีการฟรี ระบบก็จะถ่ายทอดแรงบิดที่ล้อหน้าด้วย เริ่มตั้งแต่ 50 เปอร์เซนต์หรือต่ำกว่านั้นขึ้นอยู่กับความเร็วและกำลังของเครื่องยนต์ แต่เมื่อรถวิ่งได้ความเร็วซักระยะหนึ่งระบบก็จะลดกำลังขับเคลื่อนของล้อหน้าลงมาจนเกือบ 0 เปอร์เซนต์ หรือล้อหน้าไม่ฟรีแล้ว สาเหตุที่ต้องถ่ายทอดกำลังส่วนใหญ่ไปที่ล้อหลังก็เพราะว่าน้ำหนักของรถเวลาวิ่งจะตกลงที่ล้อหลังเป็นส่วนใหญ่ การควมคุมการทำงานของระบบขับเคลื่อนแบบนี้ ก็จะมีการใช้กล่องสมองกลควบคุมและแบบใช้ระบบเกียร์ที่ควบคุมแรงบิดได้ด้วยตัวเอง ตัวอย่างของรถระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบเรียลไทม์มีดังนี้

  1. แบบพาร์ทไทม์ (Part Time)

เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบที่คุณสามารถเลือกเองได้ โดยจะมีเกียร์ของระบบขับเคลื่อนแยกออกมาต่างจากเกียร์ 1, 2, 3, 4, 5, R และเกียร์ของระบบขับเคลื่อนนี้ก็สามารถเลือกที่จะขับเคลื่อน 2 ล้อ 4ล้อ วิ่งช้าหรือเร็วได้ (Low High) ขึ้นอยู่กับสภาพของถนนที่วิ่ง เช่น บนถนนทางเรียบปกติ ก็ใช้ระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ ทางที่ค่อนข้างขรุขระลื่นไถลก็ใช้ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบวิ่งเร็ว (High) และทางที่เป็นโคลนลื่นมาก ๆ การปีนไต่ทางสูงชัน ก็ใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แบบวิ่งช้า (Low) ตัวอย่างของรถระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบพาร์ทไทม์ดังนี้

ระบบดิฟเฟอร์เรนเชียวลอค (Differential Lock)

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ แบบซูเปอร์ซีเล็ก

เทคโนโลยีความปลอดภัย

  1. ระบบ Pre-crash safety
  2. กระจกมองหลังแบบ Electrochromic (EC Rear View Mirror)

เทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม

  1. การทำงานของรถยนต์ไฮบริด (Hybrid)

เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย

  1. ระบบครูสคอนโทล (Cruise control)
ตัวอย่าง:ครูสคอนโทลในโตโยต้าคัมรี่

เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้ขับขี่รักษาความเร็วของรถให้อยู่ในระดับคงที่โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ช่วยลดความเหนื่อยล้าในการขับระยะทางไกล โดยทั่วไปเมื่อขับถึงความเร็วที่ต้องการและ ตั้งให้ระบบทำงานแล้ว รถก็จะรักษาความเร็วที่ระดับนั้นโดยอัตโนมัติ โดยที่ผู้ขับไม่ต้องเหยียบคันเร่ง ระบบจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วของรถต่ำกว่า หรือสูงกว่าที่กำหนดไว้ เช่น ต่ำกว่า 40 ก.ม./ช.ม หรือสูงกว่า 140 ก.ม./ช.ม เป็นต้น รายละเอียดจะขึ้นอยู่กับระบบของแต่ละผู้ผลิต โดยทั่วไปเมื่อเหยียบเบรกรถจะชลอความเร็วลงตามปกติ แต่ถ้าความเร็วยังไม่ต่ำกว่าที่ระบบกำหนดไว้ เมื่อปล่อยคันเบรกระบบจะเร่งความเร็วให้รถกลับมาอยู่ในความเร็วเดิมที่ตั้งไว้โดยอัตโนมัติ เพื่อความปลอดภัยผู้ขับสามารถยกเลิกระบบได้ทุกเมื่อโดยการกดปุ่มยกเลิก

ระบบครูสคอนโทล มีใช้กันอย่างแพร่หลายในรถที่ใช้เกียร์อัตโนมัติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว รถที่ใช้เกียร์ธรรมดา ก็สามารถใช้ระบบนี้ได้เช่นกัน โดยเมื่อขับในความเร็วคงที่และไม่มีการเปลี่ยนเกียร์ ก็จะสามารถสั่งให้ระบบ ทำงานได้ โดยระบบจะรักษาความเร็วให้คงที่โดยผู้ขับไม่ต้องเหยียบคันเร่ง แต่เมื่อใดที่มีการเปลี่ยนเกียร์ ระบบก็จะถูกยกเลิกทันที

ครูสคอนโทลในเกียร์ธรรมดานี้ยังไม่มีใช้ในประเทศไทย เนื่องจากสภาพถนนและลักษณะการขับขี่ที่ต้องมีการเปลี่ยนเกียร์บ่อยครั้ง แต่ในต่างประเทศอย่างเช่น ประเทศออสเตรเลีย ระบบนี้มีใช้ในรถกะบะเกียร์ธรรมดาด้วย

ในปัจจุบันระบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นไปอีก เป็นระบบครูสคอนโทลแบบปรับความเร็วอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งรถจะลดความเร็วลงอัตโนมัติ เมื่อตรวจพอสิ่งที่อยู่ ด้านหน้า โดยระบบจะลดความเร็วของรถให้เท่ากับรถคันหน้า และรักษาระยะห่างที่คงที่ ขึ้นอยู่ กับความเร็ว จนกว่ารถคันหน้าจะหลบไป ระบบจึงจะเร่งให้ความเร็วกลับมาอยู่ในระดับเดิมที่ตั้งไว้ โดยอัตโนมัติ

เทคโนโลยีการสื่อสารในรถยนต์

  1. ระบบนำทางในรถยนต์ (In-car Navigation System)

Credit http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C

Data Communication

Data Communication 

 เป็การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง 2 อุปกรณ์หรือมากกว่า โดยผ่านสื่อ

System Component (ระบบของการสื่อสาร)

1.ผู้รับและผู้ส่ง

2.สิ่งที่ต้องการจะสื่อหรือสาร

3.สื่อ

4.ข้อตกลงในการสื่อสาร

Data Representation(ลักษณะของการสื่อสาร)

1.ตัวอักษร

2.ตัวเลข

3.รูปภาพ

4.เสียง

5.ภาพเคลื่อนไหว

Direct Of Data Flow (รูปแบบของการสื่อสาร)

1.Simplex เป็นการส่งทางเดียวที่ผู้ส่งส่งไปแล้วเสร็จสิ้นการสื่อสาร

2.Half Duplex เป็นการส่งและรับที่ไม่สารมารถส่งในเวลาเดียวกันได้

3.Full Duplex เป็นการส่งและรับในเวลาเดียวกันสามารถตอบรับและส่งในเวลาเดียวกันได้

 

Network

            -กลุ่มอุปกรณ์ (node or device)

            -เชื่อต่อกันผ่านสื่อ

Type Of Connect (ลักษณะการเชื่อมต่อ)

 มี 2 แบบ – Point to Point การเชื่อมต่อเพียงอันเดียว

               –  Multipoint

ลักษณะการเชื่อมต่อ

                              -Mesh(Point to Point) จะสามารถลิ้งหากันหมดได้

                               -Star มีตัวกลาง (hub)

                                -Bus (Multipoint) มีสายหลัก(Bone) และต่อสายแยก

                                 – Ring(Point to Point) เป็การต่อแบบเครื่องต่อเครื่อง(Lan) สามารถทวนสัญญาณได้

Categories Of Network (หมวดหมู่ของครื่อข่าย)

     -Lan เป็นการเชื่อมต่อเครื่อข่ายเล็กๆไม่ถึงกิโล

     -Man ระดับเมือง-จังหวัด

     -Wan ระดับประเทศ

ความสนุกสนานกับการเรียนคือสิ่งที่ดีต่ออนาคต(フェット)